จอร์จ โซรอส

ประวัติโดยย่อ


 

จอร์จ  โซรอส (George Soros หรือ ชื่อตอนกำเนิดว่า György Schwartz) เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 19301 เป็นนักลงทุน นักการกุศล สัญชาติฮังกาเรียน-อเมริกัน เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการลงทุนและมักจะทำการบริจาคเงินให้แก่องค์กรการกุศลที่เขาสนับสนุน คือ Open Society Foundation2 

ในวัยเด็ก เขาเกิดในเมือง Budapest ประเทศฮังการี เขาลี้ภัยสงครามจากการที่เยอรมันเข้ายึดครองฮังการีโดยการย้ายไปอังกฤษในปี 1974 ช่วงเวลานั้น เขาได้เรียนที่ London School of Economics ในระดับปริญญาตรี และ ระดับปริญญาโทในสาขาปรัชญา ที่นั่น โซรอสได้เริ่มต้นหนทางธุรกิจของเขาโดยทำงานธนาคารเพื่อการลงทุน (Merchant banks) หลายแห่งในอังกฤษ แล้วย้ายไปสหรัฐอเมริกาก่อนที่จะไปตั้งกองทุนเก็งกำไร (Hedge Fund) ของเขาที่สหรัฐฯ

กองทุนแรกที่เขาตั้งชื่อว่า Double Eagle ก่อตั้งในปี 1969 โดยกำไรที่ได้จากกองทุนนั้นจะเป็นเงินที่ถูกถ่ายโอนเพื่อตั้ง Soros Fund Managment ซึ่งเป็นกองทุนที่สองของเขาในหนึ่งปีหลังจากนั้น และหลังจากนั้นเขาเปลี่ยนชื่อกองทุน Double Eagle เป็น Quantum Fund ขึ้นมา นั่นเป็นกองทุนที่มีชื่อเสียงระดับโลกและมีขนาดใหญ่กองทุน Hedge  Fund กองทุนหนึ่ง

โซรอส ถูกขนานนามว่า ชายผู้ล้มธนาคารกลางอังกฤษ “The Man Who Broke the Bank of England” เพราะว่าเขาได้ทำการ Short Sale ค่าเงินปอนด์เป็นมูลค่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งทำให้เขาทำเงินได้ถึง 1 ล้านล้านเหรียญในช่วงปี 1992 ซึ่งเรียกเหตุการณ์นั้นว่า วิกฤติเศรษฐกิจของค่าเงินอังกฤษ (Black Wednesday Uk currency crisis)3   หลังจากเหตุการณ์นั้น Soros ยังทำการเก็งกำไรค่าเงินในอีกหลายประเทศซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เหตุการณ์ที่เป็นที่รู้จักเกี่ยวกับ การโจมตีค่าเงินบาท ของประเทศไทยในปี ค.ศ. 1997 หรือที่เรียกว่า Asian Financial Crisis หรือ วิกฤติต้มยำกุ้ง โซรอส ทฤษฎีการลงทุนของเขามาจากการที่เขาได้ศึกษาสาขาวิชาปรัชญาในช่วงปริญญาโท เขาได้ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับ ทฤษฎีการสะท้อนกลับ (General Theory of Reflexivity) ของ Karl Popper และนำมันมาใช้กับตลาดทุน

ชีวิตในวัยเด็ก


 

โซรอส เกิดที่เมือง Budapest ในราชอาณาจักรฮังการี ในครอบครัวชาวยิว เขาโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางค่อนบน (Upper-middle class) ที่จะต้องเผชิญปัญหาเรื่องสัญชาติยิวของเขา แม่ของโซรอส (Erzsebet หรือเป็นที่รู้จักกันชื่อ Elizabeth) มาจากครอบครัวที่เป็นเจ้าของร้านผ้าไหม ส่วนพ่อของเขา Tivadar (หรือ Teodoro Svarc) เป็นนักกฏหมาย 4 โดยเคยเป็นเชลยสงครามในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มาก่อน และหนีจากประเทศรัสเซียก่อนที่จะมาอยู่กับครอบครัวใน Budapest โดยทั้ง 2 คนแต่งงานกันและเปลี่ยนนามสกุลที่เป็นเยอรมันเชื้อสายยิวจาก Schwartz มาเป็น Soros เพื่อป้องกันตัวเองจากการเหยียดเชื้อชาติในฮังการี ในช่วงวัยเด็กโซรอส ต้องออกจากการเป็นนักเรียน เนื่องจากคำสั่งของกองทัพนาซีเยอรมันที่เข้ายึดครองฮังการี

โซรอสและครอบครัวมีชีวิตรอดโดยการซื้อเอกสารที่รับรองว่าพวกเขานับถือศาสนาคริสต์ ในปี 1947 โซรอสต้องย้ายไปอังกฤษและได้เข้าเรียนที่ London School of Economics ในสาขาวิชาปรัชญา เขาจบปริญญาตรีและปริญญาโท สาขาปรัชญาที่นั่น 5 ในช่วงนี้เขาได้เป็นลูกศิษย์ของ Karl Popper ซึ่งช่วงนั้น Soros ก็ทำงานเป็น พนักงานยกของผู้โดยสารรถไฟ  และเป็นพนักงานเสริฟอาหาร จนจบการศึกษา ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาปรัชญา ในปี 1951 และ วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต ด้านปรัชญาในปี 1954 จาก London School of Economics 6

การลงทุนและการทำงาน


ประสบการณ์ช่วงแรก

บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Los Angeles Times ได้ถาม Soros ว่า “แล้วไปยังไงมายังไงจากคนอพยพถึงมาได้กลายมาเป็นนักการเงินได้? คุณรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าคุณสามารถทำกำไรได้?” แล้วโซรอสตอบว่า “ผมทำงานหลายอย่างมาก่อน ก่อนที่จะมาจบด้วยการขายสินค้าบนชายหาดที่อังกฤษ แล้วมาขายของที่ระลึก และ ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ตัดผมออกจากการลงทุน ผมเขียนจดหมายถึง MD ของทุก ๆ ธนาคารเพื่อการลงทุนใน London มีเพียง 1 หรือ 2 แห่งเท่านั้นที่ตอบผมมา แล้วผมก็ได้งานในธนาคารในธนาคารนั้น 7

ในช่วงปี ค.ศ. 1954 โซรอส เริ่มทำงานการเงินที่ธนาคาร Singer & Friedlander ใน London เขาทำงานเป็นเสมียนและต่อมาย้ายไปแผนกเก็งกำไรแบบไร้ความเสี่ยง (Arbitrage) เพื่อนร่วมงานของเขา Robert Mayer แนะนำให้เขาไปทำงานกับ Broker ของพ่อของ Mayer ชื่อ F.M. Mayer ในนิวยอร์ค นั่นเป็นก้าวต่อไปที่เขาได้มาทำงานที่นิวยอร์ค

ในปี 1956 โซรอสทำการย้ายอีกครั้งไปยังเมืองนิวยอร์ค เขาทำงานเป็น Arbitrage Trader ให้กับ F.M. Mayer ในช่วงปี 1956-59 เขาเชี่ยวชาญตลาดหุ้นยุโรป ซึ่งตอนนั้นได้รับความนิยมในสหรัฐฯ

ในปี 1959 หลังจากทำงานที่ F.M. Mayer ได้ 3 ปี โซรอสได้ย้ายที่ทำงานไปที่ Wertheim & Co. และเขาวางแผนว่าจะทำงานที่นี่สัก 5 ปี เพื่อที่จะเก็ฐเงิน 5 แสนเหรียญ แล้วหลังจากนั้นจะกลับไปอังกฤษแล้วเรียนปรัชญาต่อ ซึ่งตอนนี้เขาทำงานในฐานะนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ของตลาดยุโรปจนกระทั่งปี 1963 ในช่วงนี้เองที่เขาได้พัฒนาทฤษฎีที่เรียกว่า Reflexivity โดยมีฐานแนวคิดมาจาก Karl Popper อาจารย์ของเขาในสมัยมหาวิทยาลัย London School of Economics  ทฤษฎีสะท้อนกลับนี้เป็นแนวคิดของคนที่อยู่ในระบบ ซึ่งไม่ได้มีแค่ระบบเศรษฐกิจ ปัจจัยทางเศรษฐกิจในสถานการต่าง ๆ มันรวมถึง ไอเดีย และเหตุการณ์ที่จะส่งอิทธิพลต่อกันและสะท้อนกลับไปมาเป็นวงจร ซึ่งกระบวนการเหล่านี้แหละที่นำไปสู่สถานะการเกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และ วิกฤติเศรษฐกิจ (ฺBoom and Bust) ซึ่งตรงข้ามกับทฤษฎีดุลภาพของนักเศรษฐศาสตร์สำนัก Neoclassic

ในปี 1963 โซรอสได้เป็นรองประธาน ที่ Arnhold and S. Bleichroeder เขาใช้เวลาที่นั่น 3 ปี ซึ่งช่วงนั้นความสนใจหลักของเขายังเป็นวิทยานิพนธ์ด้านปรัชญาของเขา ช่วงปี 1966 เขานำเงินของบริษัท 100,000 เหรียญก่อตั้งกองทุนเพื่อทดลองกลยุทธ์การเทรดของเขาซึ่งจริง ๆ แล้วพยายามที่จะทดสอบทฤษฎีการสะท้อนกลับของเขา

หลังจากนั้นปี 1969 โซรอส ได้ทำการก่อตั้งกองทุน Double Eagle Hedge Fund โดยมียอดเงินลงทุน 4 ล้านเหรียญ โดยเป็นเงินของเขาเอง 250,000 เหรียญ โดยมีสำนักงานอยู่ที่ Curaçao, Dutch Antilles ในปี 1973 กองทุน Double Eagle Fund มียอดสินทรัพย์ภายใต้บริหารจัดการ 12 ล้านเหรียญ และช่วงนั้นเองที่เขาเริ่มก่อตั้ง Soros Fund ขึ้นมาผลตอบแทนของการลงทุนในช่วงนั้น George และ Jim Roger ได้รับผลตอบแทน 20 % ตามผลตอบแทนของสัดส่วนทุนในแต่ละปี 8

Soros Fund Management

โซรอสได้ก่อตั้ง Soros Fund Management ขึ้นมาและดำรงตำแหน่งประธาน โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งบริหารที่กองทุนเขาตอนนั้น เป็นผู้จัดการกองทุนที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน ประกอบด้วย Jim Rogers, Stanley Druckenmiller, Mark Schwartz, Keith Anderson, และ ลูกชายโซรอสอีก 2 คน

ปี 1973 เกิดความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์และข้อจำกัดทางการการบริหารจัดการกองทุน 2 กองทุนควบคู่กันไป โซรอส ได้ลาออกจากการบริหารจัดการกองทุน Double Eagle Fund แล้วตั้งกองทุน Soros Fund Management ขึ้นมา โดยให้ตัวเลือกแก่นักลงทุนได้ว่า สามารถโอนมาลงทุนกับกองทุนของเขาหรือจะลงทุนกับ Arnhold and S. Bleichroeder ต่อไป ซึ่งกองทุนของเขาถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น Quantum Fund ในเวลาต่อมา โดยชื่อนั้นได้รับอิทธิพลมาจากสาขา Quantum mechanics ซึ่งเป็นทฤษฎีทางด้านฟิสิกข์สาขาหนึ่ง ช่วงนั้นมูลค่าของกองทุนของเขาเติบโตเป็น 12 ล้านเหรียญแต่ช่วงนั้นเป็นเงินของเขาเพียงน้อยนิด ทำให้เขาและ Jim Rogers ทำการลงทุนเพิ่มจากเงินผลตอบแทนของตัวเองที่ได้จากการลงทุนซึ่งรวมถึงเงินค่าบริหารจัดการ 20 % ที่หักออกมาด้วย ทำให้สัดส่วนผลตอบแทนของเขามีมากขึ้นในช่วงนั้น9

ปี 1981 กองทุนของโซรอส เติบโตไปจนถึงมูลค่า 400 ล้านเหรียญ และขาดทุน 22 % ในปีถัดมาทำให้เขาคืนเงินนักลงทุนให้แก่นักลงทุนไปบางส่วน จนเหลือมูลค่ากองทุนเพียง 200 ล้านเหรียญ

เดือน กรกฏาคม 2011 โซรอสประกาสว่าเขาได้คืนเงินให้แก่นักลงทุนภายนอกประเทศ มูลค่ากว่า 1 พันล้านเหรียญ และเขาลงทุนเพิ่มกว่า 24.5 พันล้านเหรียญ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงกฏการลงทุนของ U.S. Securities and Exchange Commission ในช่วงนั้นกองทุนของเขามีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 20 % 10

ปี 2013 Quantum Fund ของเขา ทำกำไร 5.5 พันล้านเหรียญ ทำให้เป็นกองทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทุน  ทั้งหมดหลังจากการก่อตั้งในปี 1973 จนถึงปี 2013 ทำกำไรรวมไปแล้ว 4 หมื่นล้านเหรียญ 11

เหตุการณ์สำคัญ


 

Short Sell ค่าเงินปอนด์ปี 1992 

โซรอสได้ทำการ Short Sell เงินปอนด์เป็นเวลาหลายเดือนจนถึงเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1992 การกระทำดังกล่าวทำให้โซรอสถูกประนามจากอังกฤษ ในมุมมองของโซรอส อัตราแลกเปลี่ยนที่อังกฤษประกาศใช้ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนของยุโรปนั้นสูงเกินไป (European Exchange Rate Mechanism) และเงินเฟ้อของประเทศก็อยู่ในระดับที่สูงแทบจะเป็น 3 เท่าของเยอรมันในตอนนั้น อัตราดอกเบี้ยของอังกฤษนั้นทำลายมูลค่าของสินทรัพย์ของประเทศนั่นคือมุมมองของเขา 12

วันที่ 16 กันยายน 1992 เป็นวันที่เรียกกันว่า Black Wednesday เพราะว่ากองทุนของโซรอสได้ทำการ Short เงินปอนด์มากกว่า หมื่นล้านปอนด์ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้อังกฤษมีทางเหลือเหลือไม่กี่ทางคือ ปรับอัตราดอกเบี้ยให้ใกล้เคียงกับประเทศอื่น ๆ ในระบเศรษฐกิจยุโรป หรือปล่อยลอยตัวค่าเงิน 13 ท้ายที่สุด อังกฤษต้องถอนตัวออกจาก European Exchange Rate Mechanism แล้วต้องลดค่าเงินปอนด์ลง กำไรของโซรอสมาจากการเดิมพันนั้นคาดการว่าน่าจะมากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ[13.Mallaby, Sebastian, More Money Than God, Penguin, 2010, p. 167. ISBN 978-1-59420-255-1, footnote] เขาถูกขนานนามว่า “The man who broke the Bank of England”[14.  David Litterick (September 13, 2002), “Billionaire who Broke the Bank of England”, The Telegraph, footnote] ซึ่งความเสียหายจากการประมาณการในเหตุการณ์ Black Wednesday ต่อกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักรฯ ประมาณ 3.4 พันล้านปอนด์

วันที่ 26 ตุลาคม 1992 หนังสือพิมพ์ New York Times ได้นำคำพูดของโซรสที่แล่าวว่า ” Our total position by Black Wednesday มีมูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้านเหรียญ เราวางแผนที่จะ Short Sel มากกว่านี้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตอนที่ Norman Lamont บอกว่า ก่อนที่จะลดค่าเงินเขาจะกู้เงิน 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อปกป้องค่าเงินปอนด์ เรารู้สึกน่าขันเพราะว่านั่นคือจำนวนเงินที่เราจะอยากจะ Short Sell พอดี”  Stanley Druckenmiller ผู้ทำการซื้อขายภายใต้การตัดสินใจของ Soror ขณะนั้น ได้เห็นจุดอ่อนของค่าเงินปอนด์และกล่าวว่า “Soros’s contribution was pushing him to take a gigantic position”14

Asian Crisis ปี 1997

ในปี 199 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย เรียกว่า Asian Financial Crisis นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย Mahathir Bin Mohamad ได้กล่าวโทษการกระทำของโซรอสในการใช้ความมั่งคั่งที่เขามีอยู่ทำลายประชาคมอาเซียน ASEAN (Association of Southeast Asian Nations) เพื่อให้ Myanmar ได้เข้ามาเป็นสมาชิก Mahathir ได้กล่าวถึงพื้นฐานความเป็นชนชาติยิวของโซรอสว่า “It is a Jew who triggered th currency plunge” 15 และกล่าวเป็นนัยว่า โซรอสนั้นเป็นคนกุมบังเหียนของวิกฤตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสมคบคิดกันของชาวยิว 9 ปีให้หลังในปี 2006 Mahathir ได้เจอกับโซรอสและยอมรับว่า โซรอสไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ต่อวิกฤติเศรษฐกิจนั้น 16

ในหนังสือของโซรอส ปี 1998 ชื่อ The Crisis of Glabal Captialism: Open Society Endangered โซรอสได้อธิบายบทบาทของเขาในวิกฤติไว้ดังนี้

The financial crisis that originated in Thailand in 1997 was particularly unnerving because of its scope and severity … By the beginning of 1997, it was clear to Soros Fund Management that the discrepancy between the trade account and the capital account was becoming untenable. We sold short the Thai baht and the Malaysian ringgit early in 1997 with maturities ranging from six months to a year. (That is, we entered into contracts to deliver at future dates Thai baht and Malaysian ringgit that we did not currently hold.) Subsequently, Prime Minister Mahathir of Malaysia accused me of causing the crisis, a wholly unfounded accusation. We were not sellers of the currency during or several months before the crisis; on the contrary, we were buyers when the currencies began to decline—we were purchasing ringgits to realize the profits on our earlier speculation. (Much too soon, as it turned out. We left most of the potential gain on the table because we were afraid that Mahathir would impose capital controls. He did so, but much later.)17

ในปี 1999 Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์ วิจารณ์อิทธิพลของโซรอสที่มีต่อตลาดการเงินว่า

[N]obody who has read a business magazine in the last few years can be unaware that these days there really are investors who not only move money in anticipation of a currency crisis, but actually do their best to trigger that crisis for fun and profit. These new actors on the scene do not yet have a standard name; my proposed term is ‘Soroi’ 18

 

มุมมองของโซรอสต่อโลกการเงิน


 

ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งช่วงปลายของการเกิดการถดถอยของเศรษฐกิจปี 2000 โซรอสได้กล่าวถึงมันว่าเป็นวิกฤติครั้งที่ร้ายแรงที่สุดตั้งแต่ปี 1930 ตามคำกล่าวของเขา พื้นฐานของตลาดที่มีสมมุติฐานที่ว่า ตลาดจะปรับตัวของมันเองโดยไม่ต้องให้รัฐบาลมาแทรกแซงเป็นอะไรที่อยู่ในโลกของความฝันมากเกินไป ” Some kind of and ideological excess” ในมุมมองของโซรอส อารมณ์ตลาดจะรักษาตัวเองได้ แต่ว่าจะอยู่ในสถานะที่ไม่ยั่งยืน บางครั้งก็ทำลายตัวเอง หรือ เกิด ความรุ่งเรือง หรือล่มสลาย หรือเกิดฟองสบู่ก็ได้ (“actually can reinforce themselves so that there are these initially self-reinforcing but eventually unsustainable and self-defeating boom/bust sequences or bubbles”)19

หนังสือของเขาหรือที่แต่งร่วม


 

  1. The Tragedy of the European Union: Disintegration or Revival? (PublicAffairs, 2014). ISBN 978-1-61039-421-5.
  2. Financial Turmoil in Europe and the United States: Essays (PublicAffairs, 2012). ISBN 978-1-61039-161-0.
  3. The Soros Lectures at the Central European University (PublicAffairs, 2010) ISBN 978-1-58648-885-7.
  4. The New Paradigm for Financial Markets: The Credit Crisis of 2008 and What it Means (PublicAffairs, 2008). ISBN 978-1-58648-683-9.
  5. The Age of Fallibility: Consequences of the War on Terror (PublicAffairs, 2006) ISBN 978-1-58648-359-3.
  6. Underwriting Democracy: Encouraging Free Enterprise and Democratic Reform Among the Soviets and in Eastern Europe (Free Press, 1991) ISBN 978-0-02-930285-9 (paperback; PublicAffairs, 2004; ISBN 978-1-58648-227-5)
  7. George Soros on Globalization (PublicAffairs, 2002) ISBN 978-1-58648-125-4 (paperback; PublicAffairs, 2005; ISBN 978-1-58648-278-7)
  8. The Bubble of American Supremacy: Correcting the Misuse of American Power (PublicAffairs, 2003) ISBN 978-1-58648-217-6 (paperback; PublicAffairs, 2004; ISBN 978-1-58648-292-3)
  9. Open Society: Reforming Global Capitalism (PublicAffairs, 2001) ISBN 978-1-58648-019-6.With Mark Amadeus Notturno,
  10. Science and the Open Society: The Future of Karl Popper’s Philosophy (Central European University Press, 2000) ISBN 978-963-9116-69-6 (paperback: Central European University Press, 2000; ISBN 978-963-9116-70-2)
  11. The Crisis of Global Capitalism: Open Society Endangered (PublicAffairs, 1998) ISBN 978-1-891620-27-0.
  12. Soros on Soros: Staying Ahead of the Curve (John Wiley, 1995) ISBN 978-0-471-12014-8 (paperback; Wiley, 1995; ISBN 978-0-471-11977-7)
  13. Opening the Soviet System (Weidenfeld & Nicolson, 1990) ISBN 978-0-297-82055-0 (paperback: Perseus Books, 1996; ISBN 978-0-8133-1205-7)
  14. The Alchemy of Finance (Simon & Schuster, 1988) ISBN 978-0-671-66238-7 (paperback: Wiley, 2003; ISBN 978-0-471-44549-4)

อ้างอิง

Show 19 Footnotes

  1. Roger Chapman และ James Ciment (March 17, 2015) Culture Wars: An Encyclopedia of Issues, Viewpoints and Voices. Routledge. p. 617. ISBN 9781317473510, footnote
  2. “George Soros”Open Society Foundations. Retrieved 2018-12-13, footnote
  3. Niall Ferguson, Jonathan Schlefer (September 9, 2009) “Who Broke the Bank of England?”Harvard Business School BGIE Unit Case No. 709-026. SSRN 1485674, footnote
  4. Jane Mayer(October 18, 2004). “The Money Man: Can George Soros’s millions insure the defeat of President Bush?” The New Yorker , footnote
  5.  Official Biography Archived November 22, 2010, at the Wayback Machine, retrieved March 2, 2011, footnote
  6.  “North American Advisory Board”. lse.ac.uk. Archived from the original on January 26, 2017. Mr George Soros (BSc Philosophy 1951, MSc Philosophy 1954) Chairman, Soros Fund Management, footnote
  7. Consequences of the War on Terror September 20, 2006, Los Angeles World Affairs Council, footnote
  8. Soros, George; Koenen, Krisztina; Wien, Byron (1995). Soros on Soros: Staying Ahead of the Curve. New York: J. Wiley. p. 326. ISBN 9780471119777, footnote
  9. Arnold, Glen (2012). The Great Investors: Lessons on Investing from Master Traders. United Kingdom: Pearson. p. 416. ISBN 9780273743385, footnote
  10. Dominic, Rushe (July 26, 2011). “George Soros to close hedge fund management group to outside investors”. The Guardian. London, footnote
  11. http://www.institutionalinvestorsalpha.com/Article/3307105/Study-Soros-Tops-Historical-Hedge-Fund-Performers.htm, footnote
  12. Sebastian Mallaby (June 10, 2010). More Money Than God: Hedge Funds and the Making of a New Elite. Penguin Press HC. ISBN 9781594202551, footnote
  13. George Soros” Archived July 11, 2011, at the Wayback Machine. George Soros, footnote
  14. Steven Drobny, Inside the House of Money, John Wiley & Sons: Hoboken, NJ, 2006, footnote
  15. “Mahathir’s dark side”. The Daily Telegraph. London. October 24, 2003, footnote
  16. “Malaysian ex-premier Mahathir and billionaire Soros end feud”. ABC News. Agence France-Presse. December 15, 2006, footnote
  17. Soros, George (1999). The Crisis of Global Capitalism: Open Society Endangered, 2nd ed., PublicAffairs, ISBN 978-1-891620-27-0, pp. 208–209, footnote
  18. Krugman, Paul (1999). The accidental theorist: and other dispatches from the dismal science. New York: W.W. Norton & Company. p. 160, footnote
  19. Bill Moyers Journal, “George Soros on the financial crisis,” published October 10, 2008, at http://odeo.com, full transcript and podcast, footnote